| Profilo di OtakesangOtakesangFotoBlogElenchi | Guida |
|
18 febbraio ขอบฟ้ากับกาลเวลา
ตอน : สิ่งที่โลกสร้างกับสิ่งที่สร้างโลก
กาลเวลา : สวัสดีครับ
ขอบฟ้า : สวัสดีค่ะ
กาลเวลา : ชื่ออะไรครับ
ขอบฟ้า : ขอบฟ้าค่ะ แล้วคุณหล่ะคะ
กาลเวลา : กาลเวลาครับ แต่เรียกผมง่ายๆว่าเวลาดีกว่าครับ
ขอบฟ้า : ค่ะยินดีที่ได้รู้จักค่ะ เวลา / งั้นเรียกเราว่าฟ้าก็ได้ค่ะ
กาลเวลา : ครับ / แล้วฟ้าเรียนหรือทำงานครับ
ขอบฟ้า : ฟ้าทำงานค่ะ
กาลเวลา : ทำอะไร ที่ไหนครับ (ถามได้ไหม)
ขอบฟ้า : ได้ค่ะ / ฟ้าทำเกี่ยวกับการหมุนเวียนของฤดูกาลของดวงดาวสีฟ้าค่ะ แล้วเวลาหล่ะค่ะ
กาลเวลา : ผมทำเกี่ยวกับ"กาล"แปรผันของธรรมชาติและมวลมนุษย์อ่ะครับ ทั้งปัจจุบัน อดีต และอนาคตหน่ะครับ
ขอบฟ้า : งานคุณน่าสนใจจังนะค่ะ
กาลเวลา : ใช่ครับ แต่บางทีก็น่าเบื่อครับ
ขอบฟ้า : ทำไมเหรอค่ะ
กาลเวลา : ก็เพราะว่า งานที่ผมทำเนี่ยมันหยุดไม่ได้อ่ะสิครับ ทุกๆอย่างที่หมุนตามกาลของมัน มีผมเป็นตัวแปรสำคัญหน่ะครับ
กาลเวลา : แถมผมยังต้องอยู่ท่ามกลาง"ความรู้สึกของมนุษย์"ด้วยครับ
ขอบฟ้า : งานคุณกาลเวลาท่าทางจะวุ่นวายน่าดูนะคะ โดยเฉพาะกับความรู้สึกของมนุษย์เนี่ย ฟังดูเข้าใจยากจัง
กาลเวลา : ความรู้สึกของมนุษย์ เป็นอะไรที่วุ่นวายที่สุดเลยครับ ผมเองผ่านอะไรมามากมาย ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เลยครับ
ขอบฟ้า : ความรู้สึกของมนุษย์ เป็นยังไงหรือคะ ท่าทางคุณกาลเวลาจะไม่ชอบเอาเสียเลย
กาลเวลา : ไม่ใช่ไม่ชอบหรอกครับ เพียงแต่ผมแค่ว่าเข้าใจยากหน่ะครับ จริงมันมีหลายด้านด้วยกัน เห็นมนุษย์นิยามมันว่า ความสุข ความทุกข์ ความเหงา ความคิดถึง และอีกหลายๆความเลยครับ
ขอบฟ้า : เหรอคะ....แล้วความไหนดีที่สุดอ่ะคะ
กาลเวลา : ผมไม่ทราบว่ามนุษย์ชอบความอะไรนะครับ แต่ผมคิดว่าผมชอบ "ความรัก" ของมนุษย์ครับ เพราะมันรวมอยู่เกือบทุกอณูของ ความรู้สึกเลยครับ
ขอบฟ้า : ความรักหรือคะ...ฟ้ารู้จักค่ะ
กาลเวลา : ฟ้ารู้จักเหรอครับ
ขอบฟ้า : ค่ะ / ฟ้าเคยสัมผัสกับมันค่ะ มันคือสิ่งที่สวยงามที่สุดที่ดาวดวงนี้มีเลยค่ะ เพราะฟ้าเองก็เกิดมาจากความรักเช่นกัน
กาลเวลา : คุณฟ้าเกิดจาก "ความรัก" หรือครับ
ขอบฟ้า : ใช่ค่ะ ฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติในดวงดาวสีฟ้าดวงนี้ จริงคุณกาลเวลาก็น่าจะเกิดจากธรรมชาติเหมือนฟ้านะคะ
กาลเวลา : อืม....ไม่หรอกครับ ผมเป็นสิ่งที่สร้างดวงดาวสีฟ้ามากกว่าครับ
ขอบฟ้า : หมายความว่ายังไงคะ
กาลเวลา : อืม....จะบอกว่ายังไงดี ผมเกิดก่อนที่จะมีดวงดาวสีฟ้านี้อีกครับ
ขอบฟ้า : จริงหรือคะ นานขนาดนั้นเชียว...
กาลเวลา : ผมเป็นสิ่งที่ไม่มี ตัวตนนะครับ ผมผ่านทุกสิ่งที่ผ่านไปด้วยสิ่งที่ "มนุษย์" กำหนดค่ามันด้วยคำว่า "เวลา" นี่จึงเป็นที่มาของชื่อผมว่า "เวลา" ไงครับ
ขอบฟ้า : งั้นแสดงว่า คุณ เกิดก่อนฟ้าหน่ะสิคะ
กาลเวลา : อาจจะใช่ครับ...แต่ความหมายมันคงไม่ต่างกันมากนัก เพราะผมเองก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่คุมธรรมชาติดำรงไปตามกาล...
กาลเวลา : ธรรมชาติที่ว่านี้ รวมถึง สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งและสิ่งที่ไม่มีชีวิตบนดาวดวงนี้หน่ะครับ งงป่าวครับ?
ขอบฟ้า : อืม...ไม่ค่อยงงหรอกค่ะ เพราะฟ้ารู้แต่ว่าฟ้าคือฟ้า เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นกัน ทุกอย่างที่ดำเนินตามที่เวลาบอกไว้ มันก็เป็นตัวแปรใน"กาล"ผันเปลี่ยนของฟ้าด้วย เพราะฤดูกาล นั้นหมุนไปตามเวลาของคุณ ถูกไหมคะ?
กาลเวลา : ใช่ครับ....
ขอบฟ้า : นั่นก็หมายความว่าเรามีส่วนสัมพันธ์กันอย่างมากหน่ะสิคะ
กาลเวลา : นั่นสิครับ ผมก็กำลังจะบอกฟ้าอยู่เช่นเดียวกัน
ขอบฟ้า : สรุปว่าเวลาเป็นตัวแปรของฟ้าหน่ะสิคะ
กาลเวลา : ก็ไม่เชิงหรอกครับ ผมว่าเราเป็นตัวแปรของกันและกันมากกว่า
กาลเวลา : จริงอยู่ ผมอาจเคยเป็นสิ่งที่สร้างดาวดวงสีฟ้านี้ขึ้นมา แต่ตอนนี้ทุกลมหายใจของผม หากขาดดาวดวงนี้ไป นั่นหมายความว่า "เวลา" ที่มนุษย์สร้างขึ้น ก็จะสูญหายไปด้วย...
กาลเวลา : และเมื่อนั้นผมก็จะหายไป เหลือเพียงไว้สิ่งที่ไม่มีตัวตน จนกว่าจะมี ดาวสักดวงที่มีฟ้าอย่างคุณและมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง ผมถึงจะมีตัวตนขึ้นมาได้...
ขอบฟ้า : ถ้าอย่างนั้นฟ้าก็เป็นตัวแปรของการดำรงคงอยู่ของเวลาหรือคะ?
กาลเวลา : ใช่ครับ
ขอบฟ้า : ดีใจจังค่ะ คุณทำให้ฟ้าได้รู้สึกว่าฟ้ามีความสำคัญต่อดาวดวงนี้รวมถึงคุณด้วยเช่นกัน...
กาลเวลา : แน่นอนครับ เราต่างมีตัวตนอยู่บนดาวสีฟ้าดวงนี้ ซึ่งมันไม่สำคัญเลยว่า สิ่งใดที่โลกใบนี้สร้างขึ้น หรือสิ่งใดที่สร้างโลกใบนี้ เพราะอย่างน้อยสิ่งสุด มันก็จะขาดอะไรไปไม่ได้เลยครับ...
ขอบฟ้า : คุณพูดเสียจนน้ำตาฟ้าจะไหลเลยค่ะ
กาลเวลา : คุณฟ้าอย่าให้ถึงขนาดนั้นเลยครับ
ขอบฟ้า : จริงนะคะ ตอนนี้ฟ้าน้ำตาไหลแล้วค่ะ
กาลเวลา : เอ๋....ฝนตกแล้ว!
ขอบฟ้า : เห็นไหมคะ ว่าฟ้าคือตัวแปรของฤดูกาลจริงๆ
กาลเวลา : จริงด้วยครับ ดีจังอากาศดีจังครับ
ขอบฟ้า : ฟ้าคงต้องไปก่อนนะคะ เพราะฟ้าต้องไปคอยคุมไม่ให้สายฟ้า ไปผ่าถูกสายคอมพ์บ้านใครเข้า
กาลเวลา : ได้ครับ ผมเองก็ไม่มีสายดินเสียด้วย เดี๋ยวฟ้าผ่ามาคอมพ์พังแย่เลยครับ
ขอบฟ้า : ค่ะ บ้ายบายค่ะ คุณเวลา ดีใจที่ได้รู้จักค่ะ
กาลเวลา : เช่นกันครับ...บ้ายบายครับ
ขอบฟ้า : บายค่ะ
ขอบฟ้า : appears to be offline and may not reply
งานเขียนอีกชิ้นในความทรงจำ... ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เรื่องราวของขอบฟ้ากับกาลเวลายังคงอยู่ในความทรงจำของผมเสมอ... และผมยังเชื่อว่าคุณเองก็ยังคงไม่ลืมมันเช่นกัน...
สุดปลายฟ้า ขอบฟ้ากับกาลเวลายังคงทำหน้าที่ของมันเสมอตราบที่หัวใจของเรายังมี... 04 febbraio ความสุขจากคนแปลกหน้าเด็กน้อย... ภาพของเธอผ่านเข้ามาในห้วงความทรงจำของฉันสำหรับบันทึกหน้านี้ เธอเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งกับเจ้าพวงมะลิมากมายในมือเธอ... ฉันจำได้เป็นอย่างดีในวันนั้นเธอเข้ามายืนอยู่ที่กระจกรถของฉัน... พร้อมกับแสดงท่าทางว่าอยากให้ฉันซื้อเจ้าสิ่งที่อยู่ในมือเธอนั้นสักพวง... ปรกติฉันเป็นคนไม่ชอบซื้อพวงมาลัยเหล่านี้เสียด้วย แต่เพราะเหตุใดไม่ทราบเหมือนกัน ที่วันนั้นฉันตัดสินใจซื้อพวงมาลัยจากเด็กน้อยคนนั้น... . รถวิ่งออกตัวแล้ว.... พวงมาลัยพวงนั้นถูกนำมาคล้องกับพระหน้ารถของฉัน... พวงมาลัยดอกมะลิ ส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่ภายในรถ... แต่สิ่งที่หอมยิ่งกว่านั้น... คือรอยยิ้มของเธอ... ใครว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้... แต่ฉันว่า เงินบางครั้งก็ซื้อความสุขจากหัวใจของคนได้เช่นกัน... เพราะอย่างน้อย "เงิน" ที่ฉันเสียในวันนี้เพียงเล็กน้อย ก็ซื้อความสุขให้เธอ และ ให้ฉันได้ในเวลาเดียวกัน....
เขาและเธอ.... ภาพบางอย่างในวันนี้คลับคล้ายคลับคลาเหลือเกินสำหรับฉัน... หากเพียงแต่ต่างกันแค่ วันนั้นเป็น ฉันกับใครคนนั้น แต่วันนี้เป็น คุณสองคน ที่ฉันไม่รู้จักเลยสักนิด... ฉันไม่รู้ว่าฉันเสียมารยาทแอบฟังพวกคุณตั้งแต่เมื่อไหร่... แต่จะให้พูดไปมันก็ช่วยไม่ได้นะ ป้ายรถเมลล์แห่งนี้ ไม่ได้ห้ามใครยืนนี่นา... และเสียงของพวกคุณฉันก็ห้ามไม่ให้ได้ยินไม่ได้เสียด้วย... จริงๆฉันไม่ได้ตั้งใจหรอกนะ เพียงแต่ภาพของพวกคุณในวันนี้... มันเหมือนกระจกสะท้อนทรงจำของฉันเท่านั้นเอง... บทสนทนาระหว่างคุณสองคนอาจแตกต่างกันกับของฉันและเขา... แม้วันนี้เขาคนนั้นของฉันเขาจะจากไปแล้ว... ในขณะที่คุณสองคนยังมีกันและกันอยู่... แต่มันก็ทำให้ฉันอดยิ้ม และคิดถึงภาพในวันนั้นไม่ได้... เราสองคน... คุณสองคน... อย่างน้อยๆ คุณสองคนกับฉัน...เราก็ได้ในห้วงรักเดียวกันใช่ไหม อาจแต่งกันเพียงช่วงเวลาเท่านั้น... ขอบคุณนะสำหรับความรักของพวกคุณในวันนี้... ที่ทำให้ฉันได้มีรอยยิ้ม พร้อมไปกับพวกคุณ...
หญิงชรากับคนตาบอด... สองฟากข้างริมถนนที่ฉันยืนนี้... มีผู้คนมากมายมารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย... ป้ายรถเมลล์แห่งนี้ฉันยืนคอยมาร่วม ครึ่งชั่วโมงกว่าแล้ว... รถราแน่นขนัด กับการขับเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆบนทองถนน... การจราจรที่ติดขัดในเช้าวันนี้ ทำให้ฉันตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางจากทางบกเป็นทางน้ำแทน... ปรกติฉันเป็นคนไม่ชอบขึ้นเรือเสียเท่าไหร่นัก หากไม่จำเป็น... แต่วันนี้คงเป็นอีกหนึ่งวันที่ฉันต้องทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับความกลัวของตนเอง... การเดินทางจากท่ารถไปท่าเรือนี้ ต้องเดินไปอีกหนึ่งป้ายรถเมลล์... แล้วข้ามสะพานลอยเพื่อต่อรถเข้าไปที่ท่าเรือ... ขณะที่ฉันเดินอยู่บนทางเดินยกระดับที่ใช้สำหรับการข้ามฟากถนนนั้น... ตรงก่อนทางลงบันไดแห่งนี้ มีหญิงชรากับชายชราคู่หนึ่ง กำลังนั่งร้องเพลงแลกเศษเงินจากผู้คนที่ผ่านไปมา... ฉันเดินเข้าไปใกล้ แล้วอดคิดถึงเด็กน้อยในคืนนั้น... พวงมาลัย... รอยยิ้ม... กับเงินเพียงเล็กน้อย... ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า เพื่อความหาเศษเงินเล็กๆน้อยๆ... แต่เจ้ากรรม เศษตังค์วันนี้ไม่มีอยู่ในกระเป๋าฉันเลย... ภาพเด็กน้อยในวันนั้น... ทำให้ฉันตัดสินใจล้วงเงินในกระเป๋าตังค์ขึ้นมายี่สิบบาท... ฉันใส่แบงค์ยี่สิบบาทลงไปในกระป๋องเงินของ หญิงชายชราคู่นั้น... หญิงชราเงยหน้าขึ้นมามองฉัน... พร้อมกับแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความระคนปนแปลกใจเล็กน้อย... เธอหันไปสะกิดชายชราผู้นั้นที่กำลังร้องเพลงอยู่อย่างตั้งใจ... ฉันมองตาม และฉันก็พบว่า ชายชราผู้นี้ตาบอด... ฉันไม่มีเวลาคิดมากความ เพราะถ้าฉันมัวแต่เสียเวลาอยู่ตรงที่แห่งนี้... ฉันอาจจะไม่ท้นตอกบัตรเข้างานเป็นแน่... ฉันจ้ำอ้าวออกจากจุดนั้นลงและก้าวเดินลงบันไดอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับเสียงหญิงชราที่บอกกับคนตาบอดว่า มีคนให้เงินเป็นจำนวนยี่สิบบาท... . ลมที่พัดโชยมาปะใบหน้าของฉัน... ความคิดของฉันล่องลอยไปสู่เหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา... ฉันอดคิดไม่ได้ว่า "ขอทานคงไม่เคยได้เงินทีนึงยี่สิบบาทจากคนคนหนึ่งหล่ะมั๊ง" จะอย่างไรฉันไม่รู้หรอก แต่ฉันพบว่า... วันนี้ฉันได้ให้ความสุขกับคนแปลกหน้าอีกหนึ่งวัน และฉันเองก็ได้รับความสุขจากคนแปลกหน้าด้วยเช่นกัน
หญิงสาวกับเรื่องราวในค่ำคืน...
ฉันเพิ่งกลับมาจากสถานที่เที่ยวยามค่ำคืน... ด้วยเนื่องจากว่าฉันเป็นคนไม่ชอบเที่ยว แต่เนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง... มันโทรมาชวนให้ฉันไปงานวันเกิดมันด้วย... ฉันจึงต้องจำเป็นต้องไป แม้ใจจะอยากกลับมานั่งเขียนบันทึกตามใจตัวเองก็เถอะ... ตัวเลขนาฬิกาที่มุมขวาล่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ปรากฏเวลา 03:17 ในสถานที่ที่ฉันเพิ่งจากมา... หญิงสาวคนหนึ่งกับชายแปลกหน้าคนหนึ่ง... ป่านนี้หญิงสาวคนนั้นเธอจะเป็นอย่างไรบ้างนะ... ฉันอดคิดถึงเธอไม่ได้... . ภาพของเธอกับชายหนุ่มแปลกหน้าในสถานที่แห่งนั้นกับการขึ้นรถไปด้วยกันเพียงสองคน... ฉันมองเห็นฉันมองตามรถคันนั้นไปอย่างสงสัยใคร่รู้... เพื่อนตัวดีของฉันหันมาสังเกตุเห็นพอดี เขาจึงถามหาสาเหตุที่ฉันเหม่อมองตามรถคันนั้นไป... ฉันเล่าเรื่องที่ฉันสังเกตเห็นเธอตั้งแต่นั่งอยู่ที่โต๊ะข้างๆ และการแอบฟังบทสนทนาของชายหนุ่มแปลกหน้า... ที่ก้าวเข้ามาสร้างสัมพันธภาพเพียงชั่วครู่ชั่วยามกับเธอคนนั้น... จนถึงตอนที่เธอกับเขา ตัดสินใจออกไปจากสถานที่แห่งนี้ด้วยกันสองคน ฉันอดที่จะมองโลกในแง่ดีไม่ได้ว่า เขาอาจจะขับรถไปส่งบ้านเธอเท่านั้นก็ได้... แต่เจ้ากรรม ที่เพื่อนตัวดีของฉัน กลับบอกกับฉันว่า... ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงที่มาเที่ยวในสถานที่แห่งนี้บ่อย... เขาเองก็รู้จักเช่นกัน... เพื่อนฉันเล่าให้ฟังว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ชื่อแห่งหนึ่ง... เธอมักมาหารายได้พิเศษในสถานที่แห่งนี้อยู่เป็นประจำ... สิ่งต่างๆถูกถ่ายทอดผ่านมาจากเพื่อนชายที่สนิทที่สุดคนหนึ่งของฉัน... ฉันนั่งฟังมันอย่างเงียบๆ พร้อมกับความรู้สึกบางประการที่บอกไม่ถูก... . ฉันอดคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกันแต่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง... ความสุขจากคนแปลกหน้า... ความสุขจากคนแปลกหน้า... ความสุขจากคนแปลกหน้า... ความสุขจากคนแปลกหน้าของคุณหล่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ?
02 febbraio สื่อที่ไร้สาร(ะ)หลายวันก่อน...
ภาพหญิงสาวกับชายหนุ่มคู่หนึ่ง ถูกตีตราลงในหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ...
ภายในสารที่สื่อออกมาคือเรื่องราวทางกฏธรรมชาติที่เรารู้จักกันในคำว่า "เซ็กส์"
ภาพที่ถูกตีตราในสื่อที่ออกมาคือร่างของคนสองคนที่เกือบเปลือยเปล่าสวมกอดกันบนเตียง...
เรื่องราวถูกตีโหมกระหน่ำด้วยคำว่า "ดารา/นักร้อง"(หน้าเหมือน) และ "เซ็กส์" เพียงเท่านั้น...
อาจมีบ้างกับคำที่ต่อเติมเสริมแต่งเพื่อเรียกร้องให้ได้มาซึ่งความสะใจ[ของผู้เขียน?]
หรืออาจบางทีเพื่อเรียกร้องความสะใจ[ของผู้อ่าน?]
ข่าวสารถูกตีแผ่กระจายไปสู่ผู้คนมากมายนับร้อยพันล้านคนภายในชั่วพริบตา...
จากปากสู่ปาก ความสนุกกับข่าวสารในเชิงลบ เป็นเรื่องที่มนุษย์แทบทุกผู้คนไม่ปฏิเสธที่จะหลีกเลี่ยงมัน...
ข่าวสารอื่นที่ถูกบันทึกอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน คล้ายตัวละครประกอบที่ไม่มีความสำคัญใดเท่าตัวละครเอกเรื่องนั้น...
ผมไล่สายตาไปตามตัวอักษรของข่าวนั้นจนจบถึงบรรทัดสุดท้ายของข่าว...
บางที...ผมเองก็ไม่ต่างจากมนุษย์คนอื่นสักเท่าใดนัก...
....................................................................................................................................
ชายหนุ่มเปิดหน้าหนังสือพิมพ์ในยามเช้าของวันตามปกติ...
ตัวหนังสือพาดหัวข่าวลูกสาวตนเองกับชายหนุ่มไม่ทราบชื่อปรากฏขึ้นในคลองจักษุ...
...
...
...
เรื่องราวบางเรื่อง บางครั้งเราเองก็ไม่สามารถบ่งบอกบรรยายออกมาได้...
คงไม่มีใครรับรู้ความรู้สึกของใครคนนั้นได้ดีเท่ากับตัวเขาเอง...
หากวันหนึ่งเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นกับตัวเราเอง...
เราคงเข้าใจความรู้สึกเหล่านั้นได้ดีกว่าที่เป็นในวันนี้...
.....................................................................................................................................
วันนี้...
ข่าวที่ควรจะถูกลบล้างไปในความทรงจำของหลายๆคนได้แล้ว(อย่างน้อยๆ)...
ยังคงปรากฏขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์อย่างสม่ำเสมอ...
คงไม่แปลกกับการพยายามลงข่าวที่เกี่ยวกับเรื่องฉาวคาวโลกีย์(ในทัศนคติแง่ลบของมนุษย์ไร้จรรยาบรรณบางคน)
ภาพบุรุษผู้นำเรื่องราวฉาวโฉ่ของหญิงสาวผู้โชคร้าย(ที่สื่อระบุด้วยคำว่า"หน้าเหมือนนักร้องสาว")ออกมาเผยแพร่ ถูกจับกุมเพื่อรับโทษตามกฏหมายบ้านเมือง...
เรื่องราวทุกเรื่องราว ทุกตัวอักษรในหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ลงข่าวนี้อย่างกระชั้นชิด...
ทุกวัน...
ทุกกระแส...
ทุกเรื่องราว...
คงไม่แปลกอะไรกับสื่อปัจจุบันที่หากจะบอกว่า เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนผู้รับรู้ข่าวสาร
แต่คงเป็นเรื่องตลก "สอง" เรื่องด้วยกัน ที่ในความเป้นจริงแล้ว บางทีอาจเป็นความสนุกโดยชอบ(อ)ธรรมของสิ่งที่ฝังอยู่ในตัวมนุษย์เกือบทุกผู้คนก็ได้...
หรืออาจจะเป็นด้วยคำว่า "จรรยาบรรณของสื่อ" คือ "ชอบทำลาย" ก็เป็นได้...
เรื่องตลกก็ยังคงเป็นเรื่องตลกของคนบางประเภท...
หากแต่เรื่องไม่ตลก คงเป็นหัวใจของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ และครอบครัวของผู้ถูกทำลายโดยสื่อ...
ทุกเรื่องราวในหน้าหนังสือพิมพ์ประจำวัน...
คล้ายเครื่องลงฑัณฑ์ที่คอยตอกย้ำความผิดพลาดของผู้ที่ได้กระทำเรื่องราวบางอย่างไปโดยตั้งใจ
[คงไม่ผิดอะไรมากมายหากจะบอกว่าเรื่อง "รสเพศ" เป็นกฏธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างตายตัว]
หากแต่มนุษย์กลับทำให้มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดและผิดหลักเกณฑ์ของสิ่งที่เรียกว่า "จริยธรรม"
แล้วนำสิ่งที่เรียกว่า "มโนธรรม" มาเป็นกฏในการทำลายและตอกย้ำความผิดพลาดของมนุษย์ด้วยกันเอง...
และสุดท้าย "จรรยาบรรณ" ยังคงเป็นสิ่งเดียวที่ไร้ค่าทางจิตใจในตัวของผู้คน...
เพียงเพราะมัน ไม่เคยทำให้สร้าง "ผลกำไร" ในเชิงธุรกิจได้เพียงสักแดงเดียว...
__________________________________________________
เรื่องนี้เราเขียนขึ้นด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาพสังคมในปัจจุบัน...
นั่งตั้งข้อสังเกตกับตัวเองว่า...
สื่อปัจจุบัน เคยนึกถึง "ความรู้สึก" ของคนที่ถูกตีข่าวบ้างไหม...
มันคงไม่น่าดีใจนักกับการรับรู้ว่า "คนที่สร้างปัญหา" ได้ถูกนำตัวมาลงโทษ...
เท่ากับความเสียใจที่รู้สึกว่า เรื่องราวเหล่านี้ เมื่อไหร่มันจะหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน...
อาจบางที...
การมองภาพที่เลือนลางยังสวยงามกว่า การรับรู้ถึงการตอกย้ำความทรงจำที่เลวร้ายก็เป็นได้... 30 gennaio นิยายรักโรแมนติก?สวัสดีครับ...
วันนี้มานั่งเขียนไดอารี่ด้วยด้วยอารมณ์ความรู้สึกตามหัวเรื่องที่ตั้งไว้เลยครับ...
"นิยายรักโรแมนติก" ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับว่าเป็นนิยาย... แต่จะโรแมนติกมั๊ยนั้น ผมเองก็ไม่ทราบครับ เพราะตอนนี้ผมยังไม่มีพล็อตที่จะเขียนมันเลยครับ... อ้าว!! ไม่มีพล็อตแล้วผมจะเขียนเนี่ยนะ... ใช่ครับ ผมจะเขียน... จริงๆจะว่าไปแล้วผมเองก็ไม่ค่อยได้เขียนอะไรที่มันหวานๆสักเท่าไหร่หรอกครับ เพราะผมเป็นผู้ชาย ธรรมด๊า ธรรมดา ที่ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหวานเอาเสียเลย... แต่ที่วันนี้ผมจะเขียนเพราะมีสาเหตุครับ... เนื่องจากมีคนท้าผมมาครับ ว่าเขียนอะไรที่มันหวานๆเป็นบ้างไหม? ด้วยความที่ว่าเป็นคนเลือดนักเขียนแรงกล้า(โมเมกับตัวเองอย่างนั้น) ผมตอบไปทันทีโดยไม่คิดเลยครับว่า... "โธ่!! เรื่องรักหวานๆหน่ะเหรอ กระจอก!!" "เรื่องหวานๆ อบอุ่นๆ หน่ะเขียนได้อยู่แล้วเพียงแต่ไม่ชอบเขียนแค่นั้นเอง" ผมตอบเธอไปด้วยความทะนงในตัวเอง... [แล้วจะเขียนไงดีหว่า ตู] "แน่หรือพี่ พี่เขียนได้เหรอ ไม่อยากเชื่อ เห็นทุกทีเขียนแต่อะไรที่มันเป็นปรัชญา" เสียงเธอออกมาตามสายด้วยอาการไม่เชื่อ "แล้วถ้าเขียนได้หล่ะ ให้อะไร" ผมจำได้ว่าผมท้าทายเธอไปอย่างนั้น [แล้วตูจะเขียนเรื่องอะไรดีหว่า] "ถ้าเขียนได้เหรอ....งั้นเดี๋ยวให้เดทด้วยวันนึง" เสียงเธอลอดมาตามสายเสียอย่างนั้น "ไม่เอาหรอกเดี๋ยวเธอก็ติดใจพี่ แล้วขอเป็นแฟนขึ้นมาทำไง" [ปากพล่อยแล้วตู] "โธ่เอ๊ย!! อย่างพี่หน่ะเหรอ ถ้าหนูหลงได้ ก็ต่อเมื่อหิมะตกเมืองไทยนั่นแหละ"
"55555 ถึงหิมะตกเมืองไทยจริง ฉันก็ไม่สนใจคนอย่างเธอหรอก" [ทำไมไม่คิดก่อนพูดฟะ] "โธ่พี่!! ที่หนูพูดหน่ะ เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ไง เลยกล้าพูด" "อย่างพี่หน่ะเหรอ...หนูขอเป็นโสดตลอดชาติดีกว่า" "ฉันก็ไม่เอาเธอเหมือนกันแหละย่ะ" [ปากหนอปาก] "แล้วตกลงจะเขียนมั๊ยเนี่ยพี่" "เขียนดิ เดี๋ยวจะเขียนให้ดู แต่ฉันไม่เดทกับเธอหรอกนะ เดี๋ยวเรทติ้งตก 55555" [พูดอะไรแบบน้านนนนตรู] "ตามใจพี่ดิ หนูก็ไม่ได้คิดอะไรกับพี่อยู่แล้วหล่ะ งั้นถ้าเขียนได้ก็mkมื้อนึงแลัวกัน" "นั่งกินข้าวแล้วเห็นหน้าเธอ ฉันก็กินอะไรไม่ลงแล้ว" [มันอิ่มใจหน่ะ] "เออ!! งั้นไว้เดี๋ยวเลี้ยงหนังแลัวกัน" "ดูหนังกับเธอ แล้วจะดูรู้เรื่องเหรอหน่ะ" [ใจมันสั่นนะเฟ้ย] "อะไรเนี่ย!! โน่นก็ไม่เอา นี่ก็ไม่เอาแล้วจะเอาอะไร บอกมา" "ยังคิดไม่ออกอ่ะ" [เป็นแฟนเธอไง] "งั้นพี่ลองไปเขียนดูก่อนแล้วกัน ถ้าเขียนออกมาแล้วดี ค่อยมาว่ากันแล้วกัน แต่ห้ามกินไรแพงๆนะ" "อืมมม ได้เลย เดี๋ยวจะเขียนให้ดู 5555" [ยังนึกไม่ออกเลยตรู] . .
.
"ที่รักคะ ทำอะไรอยู่คะ?" เจ้าของเสียงที่ผมเคยโต้เถียงกันทางโทรศัพท์ ดังขึ้นที่ข้างๆหูผม พร้อมๆกับสองมือที่โน้มลงมาโอบรอบคอผมไว้... ผมเงยหน้าขึ้นจากตัวอักษรเหล่านี้ พร้อมกับแนบใบหน้าของตนเองพิงลงที่ข้างแก้มของเธอ...
"อ่านเรื่องรักโรแมนติกอยู่หน่ะจ๊ะ" "ตกลงแล้วเรื่องนี้ม้นโรแมนติกตรงไหนเหรอคะพี่ ฉันยังไม่เห็นว่ามันจะโรแมนติกตรงไหนเลย" "มันก็ไม่โรแมนติกสักหรอกจ๊ะ แต่อย่างน้อย..." "มันก็ทำให้ความรักของเรา โรแมนติกไม่ใช่เหรอ หืมมมม" "บ้า!! พี่นี่ ไม่เอาแล้ว เดี๋ยวฉันไปดูลูกดีกว่าว่าหลับรึยัง" ผมมองตามเงาหลังของเธอที่ค่อยๆเดินออกจากห้องไป... ผมหันมายิ้มกับตัวเอง...แม้ว่าจนบัดนี้เธอคนนี้ก็ยังคงงดงามเสมอในความรู้สึกของผม ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าใด... ผมอยากให้เธอรู้ไว้ว่า เธอคือเจ้าหญิงของผมคนเดียว และตลอดไป...
................................................................................................................................
สำหรับเรื่องที่เคยแต่งไว้เล่นๆใครจะคิดว่าวันนี้ งานเขียนชิ้นนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ "ไดอารี่ความรัก" สำหรับกับคนที่เป็นนักเขียน อาจเป็นเพียงเรื่องปรกติธรรมดาทั่วไป... แต่สำหรับตัวเราเองแล้ว มันคือ "จุดเริ่มต้น" ของความฝันเล็กๆ ส่วนหนึ่งของเราเอง... เราไม่อาจรู้ว่าวันข้างหน้าจะมี "ความฝัน" เต็มรูปแบบของเราหรือไม่... แต่เราก็เชื่อว่าตราบใดที่เรายังคงมีฝัน... และเรายังเลือกที่จะทำฝันนั้นต่อไป... สักวัน... ฝันนั้นต้องมาถึงอย่างแน่นอน... ตราบใด...ที่เรามีฝัน หัวใจดวงนั้นจะไม่มีวันตาย... 28 gennaio บันทึกในโลกเงียบหลังจากที่เปลี่ยนที่ทางจากการเขียนบันทึก...
ในโลกไดอารี่ออนไลน์ มาสู่สมุดบันทึกส่วนตัว...
ที่เราเรียกว่าblog(อาจไม่ส่วนตัวเท่าไหร่)แต่หลายสิ่งหลายอย่างในความรู้สึกกลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง...
เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าการเขียนบันทึกสำหรับเรานั้นเขียนเพื่ออะไรกันแน่...
แน่นอนสำหรับใครหลายๆคนคงมีความหมายสำหรับการเขียนที่ต่างกัน
บางคนอาจเขียนเพื่อระบายความในใจ
บางคนอาจเขียนเพื่อบันทึกช่วงเวลาของชีวิต
บางคนอาจเขียนเพื่อใช้สื่อสารกับในโลกของมิตรภาพ
บางคนอีกเช่นกันที่ใช้เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของหัวใจให้ใครสักคนได้รับรู้...
แต่สำหรับตัวเราเองแล้ว เรากลับใช้สมุดบันทึกเป็นสถานที่ถ่ายทอดความคิด เรื่องราว มุมมอง ต่างๆของชีวิตที่ได้พบมา แล้วนำมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวที่ตัวเราเรียกมันว่า "ความฝัน"
"ความฝัน" สำหรับเราแล้วนี่คงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่เรารู้ดีว่ามันคือ "ความสุข" ในมุมหนึ่ง...
หลายครั้งด้วยกันที่เรามักนิยามตัวเองว่า "คนเขียนฝัน"
เพราะเรารู้ตัวดีว่า เรายังไม่ใช่นักเขียนที่ดีได้...
การเขียนหนังสือสำหรับใครๆก็เขียนได้ แต่อยู่ที่ว่าเราจะเขียนหรือถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นอย่างไร จรดปลายปากกา-นิ้ว ลงบนหน้ากระดาษ-แป้นอักษร ด้วยความรู้สึกอย่างไร...
บางครั้งการถ่ายทอดเรื่องราวและการเรียบเรียงถ้อยคำทางความคิด...
ไม่จำเป็นต้องสวยงาม...
ไม่ต้องให้เหมือนนิยามของใบไม้ที่ร่วงหล่น...
ไม่ต้องเหมือนสายฝนที่โปรยปราย...
ไม่ต้องให้ความหมายเหมือนในนิทาน...
หากแต่ขอเพียงให้เกิดจากหัวใจของเราก็เพียงพอ...
ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ได้แวะเวียนไปอ่านblog ของใครหลายๆคน
เรากลับมีความรู้สึกดีใจเล็กๆ ที่โลกเสมือนแห่งนี้ทำให้มีคนเขียนหนังสือกันเพิ่มมากขึ้น...
ไม่ว่าใครจะเขียนอย่างไรหรือบันทึกมันด้วยความรู้สึกเช่นไร แต่อย่างน้อยๆ เราก็เชื่อว่า...
สิ่งเหล่านี้จะทำให้ความคิดของพวกเขาเติบโตขึ้น และละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกมากขึ้น...
ตัวเราเองเคยผ่านช่วงเวลาที่สนุกกับการเขียนมาช่วงเวลาหนึ่ง
เมื่อมองย้อนกลับไปเรายังรู้สึกว่าช่วงเวลาของการแลกเปลี่ยนความคิดทางตัวอักษรกันนั้น...
เป็นช่วงเวลาที่ดีช่วงหนึ่งทีเดียว...
เราอ่านเขา เขาอ่านเรา เราตอบเขา เขาตอบเรา....
สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด "มิตรภาพในโลกเงียบขึ้น"
ทำให้ความคิดเรา "ได้อะไรมากขึ้น"
และสำหรับบางคนได้มาซึ่ง "ความรักในโลกสาธารณะแห่งนี้" ก็มี
แม้บางครั้งโลกเสมือนแห่งนี้อาจไม่สมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่าง...
แต่เราก็เชื่อว่าการก้าวเดินอย่างระมัดระวัง จะทำให้เราได้พบกับมิตรภาพที่สวยงามได้ไม่ยากนัก...
ขอบคุณโลกเสมือนแห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งทำให้เราได้พบกัน
ขอบคุณโลกเสมือนแห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งทำให้เราได้ผูกพัน
ขอบคุณโลกเสมือนแห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งทำให้เราได้รักกัน
....
ขอบคุณโลกเสมือนแห่งนี้ที่ทำให้โลกใบนี้สวยงามเสมอ...
26 gennaio นิทานรัก 3 เวลาเมื่อวาน - ผมอยู่ตรงนี้
เมื่อวาน - ผมอยู่ตรงนี้
เมื่อวาน - ผมเจอเธอ
เมื่อวาน - ผมอยากเจอเธอ
เมื่อวาน - ผมได้เจอเธอ
เมื่อวาน - ผมไม่กล้าเข้าไปคุยกับเธอ
เมื่อวาน - ผมยิ้มให้เธอ
เมื่อวาน - ผมยิ้มให้เธอ
เมื่อวาน - เธอยิ้มให้ผม
เมื่อวาน - ผมไม่เจอเธอ
เมื่อวาน - ผมได้แต่ยิ้ม
เมื่อวาน - ผมทักเธอ
เมื่อวาน - เราคุยกัน
เมื่อวาน - เราคุยกัน
เมื่อวาน - ผมไม่กล้าขอเบอร์เธอ
เมื่อวาน - ผมได้เบอร์เธอ
เมื่อวาน - ผมได้คุยกับเธอ
เมื่อวาน - เราคุยกัน .
เมื่อวาน - ผมคุยกับเธอ
เมื่อวาน - ผมแห้ว
เมื่อวาน - ผมนัดเธอ
เมื่อวาน - เรากินข้าวกัน
เมื่อวาน - ผมไม่ว่าง . ปีก่อน - ผมได้รู้จักกับเธอ
ปีก่อน - ผมเป็นแฟนเธอ
ปีก่อน - ผมเป็นแฟนเธอ . ปีก่อน - ผมเป็นแฟนเธอ
01 agosto โลกสามด้านของกาลเวลาอดีตคือความทรงจำของปัจจุบัน
สวัสดีครับ หากคุณกำลังอ่านเรื่องราวของผมอยู่... ผมได้รู้จักกับทุกสิ่งทุกอย่าง... ความรัก - ความทุกข์... ทุกอณูที่ผ่านไปในห้วงแห่งชีวิตคุณ คือตัวตนของผมครับ... คุณลองเดินไปในที่ที่มีแสงสว่างสิครับ... ทีนี้คุณคงจะรู้จักผมขึ้นมาบ้างแล้ว...
ปัจจุบัน... โลกแห่งความเป็นจริง คือสิ่งที่อยู่ภายใต้กาลเวลา... ในขณะนี้ตัวฉัน.. คุณเคยมองดาวบนฟากฟ้าไหม.. ซึ่งต่างกันกับฉันอย่างมากมายนัก... หากคุณผ่านสายตามาถึงข้อความนี้...
อนาคต... หากคุณคลุมแถบสีเพื่ออ่านข้อความเหล่านี้... ตัวตนของผม... ใครหลายคน มองว่าผมคือความฝัน... อนาคตอย่างผม... |
|||
|
|