Profilo di OtakesangOtakesangFotoBlogElenchi Strumenti Guida

Otakesang ja

Foto 1 di 40
18 febbraio

ขอบฟ้ากับกาลเวลา

 

ตอน : สิ่งที่โลกสร้างกับสิ่งที่สร้างโลก


ขอบฟ้า : Online

 

กาลเวลา : สวัสดีครับ

 

ขอบฟ้า : สวัสดีค่ะ

 

กาลเวลา : ชื่ออะไรครับ

 

ขอบฟ้า : ขอบฟ้าค่ะ แล้วคุณหล่ะคะ

 

กาลเวลา : กาลเวลาครับ แต่เรียกผมง่ายๆว่าเวลาดีกว่าครับ

 

ขอบฟ้า : ค่ะยินดีที่ได้รู้จักค่ะ เวลา / งั้นเรียกเราว่าฟ้าก็ได้ค่ะ

 

กาลเวลา : ครับ / แล้วฟ้าเรียนหรือทำงานครับ

 

ขอบฟ้า : ฟ้าทำงานค่ะ

 

กาลเวลา : ทำอะไร ที่ไหนครับ (ถามได้ไหม)

 

ขอบฟ้า : ได้ค่ะ / ฟ้าทำเกี่ยวกับการหมุนเวียนของฤดูกาลของดวงดาวสีฟ้าค่ะ แล้วเวลาหล่ะค่ะ

 

กาลเวลา : ผมทำเกี่ยวกับ"กาล"แปรผันของธรรมชาติและมวลมนุษย์อ่ะครับ ทั้งปัจจุบัน อดีต และอนาคตหน่ะครับ

 

ขอบฟ้า : งานคุณน่าสนใจจังนะค่ะ

 

กาลเวลา : ใช่ครับ แต่บางทีก็น่าเบื่อครับ

 

ขอบฟ้า : ทำไมเหรอค่ะ

 

กาลเวลา : ก็เพราะว่า งานที่ผมทำเนี่ยมันหยุดไม่ได้อ่ะสิครับ ทุกๆอย่างที่หมุนตามกาลของมัน มีผมเป็นตัวแปรสำคัญหน่ะครับ

 

กาลเวลา : แถมผมยังต้องอยู่ท่ามกลาง"ความรู้สึกของมนุษย์"ด้วยครับ

 

ขอบฟ้า : งานคุณกาลเวลาท่าทางจะวุ่นวายน่าดูนะคะ โดยเฉพาะกับความรู้สึกของมนุษย์เนี่ย ฟังดูเข้าใจยากจัง

 

กาลเวลา : ความรู้สึกของมนุษย์ เป็นอะไรที่วุ่นวายที่สุดเลยครับ ผมเองผ่านอะไรมามากมาย ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เลยครับ

 

ขอบฟ้า : ความรู้สึกของมนุษย์ เป็นยังไงหรือคะ ท่าทางคุณกาลเวลาจะไม่ชอบเอาเสียเลย

 

กาลเวลา : ไม่ใช่ไม่ชอบหรอกครับ เพียงแต่ผมแค่ว่าเข้าใจยากหน่ะครับ จริงมันมีหลายด้านด้วยกัน เห็นมนุษย์นิยามมันว่า ความสุข ความทุกข์ ความเหงา ความคิดถึง และอีกหลายๆความเลยครับ

 

ขอบฟ้า : เหรอคะ....แล้วความไหนดีที่สุดอ่ะคะ

 

กาลเวลา : ผมไม่ทราบว่ามนุษย์ชอบความอะไรนะครับ แต่ผมคิดว่าผมชอบ "ความรัก" ของมนุษย์ครับ เพราะมันรวมอยู่เกือบทุกอณูของ ความรู้สึกเลยครับ

 

ขอบฟ้า : ความรักหรือคะ...ฟ้ารู้จักค่ะ

 

กาลเวลา : ฟ้ารู้จักเหรอครับ

 

ขอบฟ้า : ค่ะ / ฟ้าเคยสัมผัสกับมันค่ะ มันคือสิ่งที่สวยงามที่สุดที่ดาวดวงนี้มีเลยค่ะ เพราะฟ้าเองก็เกิดมาจากความรักเช่นกัน

 

กาลเวลา : คุณฟ้าเกิดจาก "ความรัก" หรือครับ

 

ขอบฟ้า : ใช่ค่ะ ฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติในดวงดาวสีฟ้าดวงนี้ จริงคุณกาลเวลาก็น่าจะเกิดจากธรรมชาติเหมือนฟ้านะคะ

 

กาลเวลา : อืม....ไม่หรอกครับ ผมเป็นสิ่งที่สร้างดวงดาวสีฟ้ามากกว่าครับ

 

ขอบฟ้า : หมายความว่ายังไงคะ

 

กาลเวลา : อืม....จะบอกว่ายังไงดี ผมเกิดก่อนที่จะมีดวงดาวสีฟ้านี้อีกครับ

 

ขอบฟ้า : จริงหรือคะ นานขนาดนั้นเชียว...

 

กาลเวลา : ผมเป็นสิ่งที่ไม่มี ตัวตนนะครับ ผมผ่านทุกสิ่งที่ผ่านไปด้วยสิ่งที่ "มนุษย์" กำหนดค่ามันด้วยคำว่า "เวลา"  นี่จึงเป็นที่มาของชื่อผมว่า "เวลา" ไงครับ

 

ขอบฟ้า : งั้นแสดงว่า คุณ เกิดก่อนฟ้าหน่ะสิคะ

 

กาลเวลา : อาจจะใช่ครับ...แต่ความหมายมันคงไม่ต่างกันมากนัก เพราะผมเองก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่คุมธรรมชาติดำรงไปตามกาล...

 

กาลเวลา : ธรรมชาติที่ว่านี้ รวมถึง สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งและสิ่งที่ไม่มีชีวิตบนดาวดวงนี้หน่ะครับ งงป่าวครับ?

 

ขอบฟ้า : อืม...ไม่ค่อยงงหรอกค่ะ เพราะฟ้ารู้แต่ว่าฟ้าคือฟ้า เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นกัน ทุกอย่างที่ดำเนินตามที่เวลาบอกไว้ มันก็เป็นตัวแปรใน"กาล"ผันเปลี่ยนของฟ้าด้วย เพราะฤดูกาล นั้นหมุนไปตามเวลาของคุณ ถูกไหมคะ?

 

กาลเวลา : ใช่ครับ....

 

ขอบฟ้า : นั่นก็หมายความว่าเรามีส่วนสัมพันธ์กันอย่างมากหน่ะสิคะ

 

กาลเวลา : นั่นสิครับ ผมก็กำลังจะบอกฟ้าอยู่เช่นเดียวกัน

 

ขอบฟ้า : สรุปว่าเวลาเป็นตัวแปรของฟ้าหน่ะสิคะ

 

กาลเวลา : ก็ไม่เชิงหรอกครับ ผมว่าเราเป็นตัวแปรของกันและกันมากกว่า

 

กาลเวลา : จริงอยู่ ผมอาจเคยเป็นสิ่งที่สร้างดาวดวงสีฟ้านี้ขึ้นมา แต่ตอนนี้ทุกลมหายใจของผม หากขาดดาวดวงนี้ไป นั่นหมายความว่า "เวลา" ที่มนุษย์สร้างขึ้น ก็จะสูญหายไปด้วย...

 

กาลเวลา : และเมื่อนั้นผมก็จะหายไป เหลือเพียงไว้สิ่งที่ไม่มีตัวตน จนกว่าจะมี ดาวสักดวงที่มีฟ้าอย่างคุณและมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง ผมถึงจะมีตัวตนขึ้นมาได้...

 

ขอบฟ้า : ถ้าอย่างนั้นฟ้าก็เป็นตัวแปรของการดำรงคงอยู่ของเวลาหรือคะ?

 

กาลเวลา : ใช่ครับ

 

ขอบฟ้า : ดีใจจังค่ะ คุณทำให้ฟ้าได้รู้สึกว่าฟ้ามีความสำคัญต่อดาวดวงนี้รวมถึงคุณด้วยเช่นกัน...

 

กาลเวลา : แน่นอนครับ เราต่างมีตัวตนอยู่บนดาวสีฟ้าดวงนี้ ซึ่งมันไม่สำคัญเลยว่า สิ่งใดที่โลกใบนี้สร้างขึ้น หรือสิ่งใดที่สร้างโลกใบนี้ เพราะอย่างน้อยสิ่งสุด มันก็จะขาดอะไรไปไม่ได้เลยครับ...

 

ขอบฟ้า : คุณพูดเสียจนน้ำตาฟ้าจะไหลเลยค่ะ

 

กาลเวลา : คุณฟ้าอย่าให้ถึงขนาดนั้นเลยครับ

 

ขอบฟ้า : จริงนะคะ ตอนนี้ฟ้าน้ำตาไหลแล้วค่ะ

 

กาลเวลา : เอ๋....ฝนตกแล้ว!

 

ขอบฟ้า : เห็นไหมคะ ว่าฟ้าคือตัวแปรของฤดูกาลจริงๆ

 

กาลเวลา : จริงด้วยครับ ดีจังอากาศดีจังครับ

 

ขอบฟ้า : ฟ้าคงต้องไปก่อนนะคะ เพราะฟ้าต้องไปคอยคุมไม่ให้สายฟ้า ไปผ่าถูกสายคอมพ์บ้านใครเข้า

 

กาลเวลา : ได้ครับ ผมเองก็ไม่มีสายดินเสียด้วย เดี๋ยวฟ้าผ่ามาคอมพ์พังแย่เลยครับ

 

ขอบฟ้า : ค่ะ บ้ายบายค่ะ คุณเวลา ดีใจที่ได้รู้จักค่ะ

 

กาลเวลา : เช่นกันครับ...บ้ายบายครับ

 

ขอบฟ้า : บายค่ะ

 

ขอบฟ้า : appears to be offline and may not reply

 

งานเขียนอีกชิ้นในความทรงจำ...

ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เรื่องราวของขอบฟ้ากับกาลเวลายังคงอยู่ในความทรงจำของผมเสมอ...

และผมยังเชื่อว่าคุณเองก็ยังคงไม่ลืมมันเช่นกัน...

 

สุดปลายฟ้า ขอบฟ้ากับกาลเวลายังคงทำหน้าที่ของมันเสมอตราบที่หัวใจของเรายังมี...

04 febbraio

ความสุขจากคนแปลกหน้า

เด็กน้อย...

ภาพของเธอผ่านเข้ามาในห้วงความทรงจำของฉันสำหรับบันทึกหน้านี้

เธอเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งกับเจ้าพวงมะลิมากมายในมือเธอ...

ฉันจำได้เป็นอย่างดีในวันนั้นเธอเข้ามายืนอยู่ที่กระจกรถของฉัน...

พร้อมกับแสดงท่าทางว่าอยากให้ฉันซื้อเจ้าสิ่งที่อยู่ในมือเธอนั้นสักพวง...

ปรกติฉันเป็นคนไม่ชอบซื้อพวงมาลัยเหล่านี้เสียด้วย

แต่เพราะเหตุใดไม่ทราบเหมือนกัน ที่วันนั้นฉันตัดสินใจซื้อพวงมาลัยจากเด็กน้อยคนนั้น...

.
.
.

รถวิ่งออกตัวแล้ว....

พวงมาลัยพวงนั้นถูกนำมาคล้องกับพระหน้ารถของฉัน...

พวงมาลัยดอกมะลิ ส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่ภายในรถ...

แต่สิ่งที่หอมยิ่งกว่านั้น...

คือรอยยิ้มของเธอ...

ใครว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้...

แต่ฉันว่า เงินบางครั้งก็ซื้อความสุขจากหัวใจของคนได้เช่นกัน...

เพราะอย่างน้อย "เงิน" ที่ฉันเสียในวันนี้เพียงเล็กน้อย ก็ซื้อความสุขให้เธอ และ ให้ฉันได้ในเวลาเดียวกัน....

 

 

เขาและเธอ....

ภาพบางอย่างในวันนี้คลับคล้ายคลับคลาเหลือเกินสำหรับฉัน...

หากเพียงแต่ต่างกันแค่ วันนั้นเป็น ฉันกับใครคนนั้น

แต่วันนี้เป็น คุณสองคน ที่ฉันไม่รู้จักเลยสักนิด...

ฉันไม่รู้ว่าฉันเสียมารยาทแอบฟังพวกคุณตั้งแต่เมื่อไหร่...

แต่จะให้พูดไปมันก็ช่วยไม่ได้นะ ป้ายรถเมลล์แห่งนี้ ไม่ได้ห้ามใครยืนนี่นา...

และเสียงของพวกคุณฉันก็ห้ามไม่ให้ได้ยินไม่ได้เสียด้วย...

จริงๆฉันไม่ได้ตั้งใจหรอกนะ เพียงแต่ภาพของพวกคุณในวันนี้...

มันเหมือนกระจกสะท้อนทรงจำของฉันเท่านั้นเอง...

บทสนทนาระหว่างคุณสองคนอาจแตกต่างกันกับของฉันและเขา...

แม้วันนี้เขาคนนั้นของฉันเขาจะจากไปแล้ว...

ในขณะที่คุณสองคนยังมีกันและกันอยู่...

แต่มันก็ทำให้ฉันอดยิ้ม และคิดถึงภาพในวันนั้นไม่ได้...

เราสองคน...

คุณสองคน...

อย่างน้อยๆ คุณสองคนกับฉัน...เราก็ได้ในห้วงรักเดียวกันใช่ไหม อาจแต่งกันเพียงช่วงเวลาเท่านั้น...

ขอบคุณนะสำหรับความรักของพวกคุณในวันนี้...

ที่ทำให้ฉันได้มีรอยยิ้ม พร้อมไปกับพวกคุณ...

 

 

หญิงชรากับคนตาบอด...

สองฟากข้างริมถนนที่ฉันยืนนี้...

มีผู้คนมากมายมารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย...

ป้ายรถเมลล์แห่งนี้ฉันยืนคอยมาร่วม ครึ่งชั่วโมงกว่าแล้ว...

รถราแน่นขนัด กับการขับเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆบนทองถนน...

การจราจรที่ติดขัดในเช้าวันนี้ ทำให้ฉันตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางจากทางบกเป็นทางน้ำแทน...

ปรกติฉันเป็นคนไม่ชอบขึ้นเรือเสียเท่าไหร่นัก หากไม่จำเป็น...

แต่วันนี้คงเป็นอีกหนึ่งวันที่ฉันต้องทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับความกลัวของตนเอง...

การเดินทางจากท่ารถไปท่าเรือนี้ ต้องเดินไปอีกหนึ่งป้ายรถเมลล์...

แล้วข้ามสะพานลอยเพื่อต่อรถเข้าไปที่ท่าเรือ...

ขณะที่ฉันเดินอยู่บนทางเดินยกระดับที่ใช้สำหรับการข้ามฟากถนนนั้น...

ตรงก่อนทางลงบันไดแห่งนี้ มีหญิงชรากับชายชราคู่หนึ่ง กำลังนั่งร้องเพลงแลกเศษเงินจากผู้คนที่ผ่านไปมา...

ฉันเดินเข้าไปใกล้ แล้วอดคิดถึงเด็กน้อยในคืนนั้น...

พวงมาลัย...

รอยยิ้ม...

กับเงินเพียงเล็กน้อย...

ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า เพื่อความหาเศษเงินเล็กๆน้อยๆ...

แต่เจ้ากรรม เศษตังค์วันนี้ไม่มีอยู่ในกระเป๋าฉันเลย...

ภาพเด็กน้อยในวันนั้น...

ทำให้ฉันตัดสินใจล้วงเงินในกระเป๋าตังค์ขึ้นมายี่สิบบาท...

ฉันใส่แบงค์ยี่สิบบาทลงไปในกระป๋องเงินของ หญิงชายชราคู่นั้น...

หญิงชราเงยหน้าขึ้นมามองฉัน...

พร้อมกับแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความระคนปนแปลกใจเล็กน้อย...

เธอหันไปสะกิดชายชราผู้นั้นที่กำลังร้องเพลงอยู่อย่างตั้งใจ...

ฉันมองตาม และฉันก็พบว่า ชายชราผู้นี้ตาบอด...

ฉันไม่มีเวลาคิดมากความ เพราะถ้าฉันมัวแต่เสียเวลาอยู่ตรงที่แห่งนี้...

ฉันอาจจะไม่ท้นตอกบัตรเข้างานเป็นแน่...

ฉันจ้ำอ้าวออกจากจุดนั้นลงและก้าวเดินลงบันไดอย่างรวดเร็ว

พร้อมๆกับเสียงหญิงชราที่บอกกับคนตาบอดว่า มีคนให้เงินเป็นจำนวนยี่สิบบาท...

.
.
.

เรือวิ่งออกจากท่าไปแล้ว...

ลมที่พัดโชยมาปะใบหน้าของฉัน...

ความคิดของฉันล่องลอยไปสู่เหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา...

ฉันอดคิดไม่ได้ว่า "ขอทานคงไม่เคยได้เงินทีนึงยี่สิบบาทจากคนคนหนึ่งหล่ะมั๊ง"

จะอย่างไรฉันไม่รู้หรอก แต่ฉันพบว่า...

วันนี้ฉันได้ให้ความสุขกับคนแปลกหน้าอีกหนึ่งวัน

และฉันเองก็ได้รับความสุขจากคนแปลกหน้าด้วยเช่นกัน

 

หญิงสาวกับเรื่องราวในค่ำคืน...


ฉันกลับมานั่งเขียนบันทึกฉบับนี้ด้วยความรู้สึกที่อยากจะบันทึกมันไว้...

ฉันเพิ่งกลับมาจากสถานที่เที่ยวยามค่ำคืน...

ด้วยเนื่องจากว่าฉันเป็นคนไม่ชอบเที่ยว แต่เนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง...

มันโทรมาชวนให้ฉันไปงานวันเกิดมันด้วย...

ฉันจึงต้องจำเป็นต้องไป แม้ใจจะอยากกลับมานั่งเขียนบันทึกตามใจตัวเองก็เถอะ...

ตัวเลขนาฬิกาที่มุมขวาล่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ปรากฏเวลา 03:17

ในสถานที่ที่ฉันเพิ่งจากมา...

หญิงสาวคนหนึ่งกับชายแปลกหน้าคนหนึ่ง...

ป่านนี้หญิงสาวคนนั้นเธอจะเป็นอย่างไรบ้างนะ...

ฉันอดคิดถึงเธอไม่ได้...

.
.
.

ภาพของเธอกับชายหนุ่มแปลกหน้าในสถานที่แห่งนั้นกับการขึ้นรถไปด้วยกันเพียงสองคน...

ฉันมองเห็นฉันมองตามรถคันนั้นไปอย่างสงสัยใคร่รู้...

เพื่อนตัวดีของฉันหันมาสังเกตุเห็นพอดี

เขาจึงถามหาสาเหตุที่ฉันเหม่อมองตามรถคันนั้นไป...

ฉันเล่าเรื่องที่ฉันสังเกตเห็นเธอตั้งแต่นั่งอยู่ที่โต๊ะข้างๆ

และการแอบฟังบทสนทนาของชายหนุ่มแปลกหน้า...

ที่ก้าวเข้ามาสร้างสัมพันธภาพเพียงชั่วครู่ชั่วยามกับเธอคนนั้น...

จนถึงตอนที่เธอกับเขา ตัดสินใจออกไปจากสถานที่แห่งนี้ด้วยกันสองคน

ฉันอดที่จะมองโลกในแง่ดีไม่ได้ว่า เขาอาจจะขับรถไปส่งบ้านเธอเท่านั้นก็ได้...

แต่เจ้ากรรม ที่เพื่อนตัวดีของฉัน กลับบอกกับฉันว่า...

ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงที่มาเที่ยวในสถานที่แห่งนี้บ่อย...

เขาเองก็รู้จักเช่นกัน...

เพื่อนฉันเล่าให้ฟังว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ชื่อแห่งหนึ่ง...

เธอมักมาหารายได้พิเศษในสถานที่แห่งนี้อยู่เป็นประจำ...

สิ่งต่างๆถูกถ่ายทอดผ่านมาจากเพื่อนชายที่สนิทที่สุดคนหนึ่งของฉัน...

ฉันนั่งฟังมันอย่างเงียบๆ พร้อมกับความรู้สึกบางประการที่บอกไม่ถูก...

.
.
.

ฉันอดคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกันแต่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง...

ความสุขจากคนแปลกหน้า...
สำหรับชายคนนั้น...
คงเป็นเพียงความสุขเพียงชั่วข้ามคืนที่เกิดจากความต้องการทางเพศเท่านั้น...

ความสุขจากคนแปลกหน้า...
สำหรับเธอคนนั้น...
คงเป็นเพียงมูลค่าของกระดาษจำนวนหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับทางสังคม
และใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างอย่าง แม้แต่ร่างกายคนอย่างนั้นหรือ?

ความสุขจากคนแปลกหน้า...
สำหรับฉันหล่ะ...
เด็กน้อยที่ขายมาลัย...
คู่รักคู่หนึ่งที่ป้ายรถเมลล์...
หญิงชรากับคนตาบอด...

ความสุขจากคนแปลกหน้าของคุณหล่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ?

 

02 febbraio

สื่อที่ไร้สาร(ะ)

หลายวันก่อน...
 
ภาพหญิงสาวกับชายหนุ่มคู่หนึ่ง ถูกตีตราลงในหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ...
ภายในสารที่สื่อออกมาคือเรื่องราวทางกฏธรรมชาติที่เรารู้จักกันในคำว่า "เซ็กส์"
ภาพที่ถูกตีตราในสื่อที่ออกมาคือร่างของคนสองคนที่เกือบเปลือยเปล่าสวมกอดกันบนเตียง...
เรื่องราวถูกตีโหมกระหน่ำด้วยคำว่า "ดารา/นักร้อง"(หน้าเหมือน) และ "เซ็กส์" เพียงเท่านั้น...
อาจมีบ้างกับคำที่ต่อเติมเสริมแต่งเพื่อเรียกร้องให้ได้มาซึ่งความสะใจ[ของผู้เขียน?]
หรืออาจบางทีเพื่อเรียกร้องความสะใจ[ของผู้อ่าน?]
 
ข่าวสารถูกตีแผ่กระจายไปสู่ผู้คนมากมายนับร้อยพันล้านคนภายในชั่วพริบตา...
จากปากสู่ปาก ความสนุกกับข่าวสารในเชิงลบ เป็นเรื่องที่มนุษย์แทบทุกผู้คนไม่ปฏิเสธที่จะหลีกเลี่ยงมัน...
ข่าวสารอื่นที่ถูกบันทึกอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน คล้ายตัวละครประกอบที่ไม่มีความสำคัญใดเท่าตัวละครเอกเรื่องนั้น...
 
ผมไล่สายตาไปตามตัวอักษรของข่าวนั้นจนจบถึงบรรทัดสุดท้ายของข่าว...
บางที...ผมเองก็ไม่ต่างจากมนุษย์คนอื่นสักเท่าใดนัก...
 
....................................................................................................................................
 
ชายหนุ่มเปิดหน้าหนังสือพิมพ์ในยามเช้าของวันตามปกติ...
ตัวหนังสือพาดหัวข่าวลูกสาวตนเองกับชายหนุ่มไม่ทราบชื่อปรากฏขึ้นในคลองจักษุ...
...
...
...
เรื่องราวบางเรื่อง บางครั้งเราเองก็ไม่สามารถบ่งบอกบรรยายออกมาได้...
คงไม่มีใครรับรู้ความรู้สึกของใครคนนั้นได้ดีเท่ากับตัวเขาเอง...
หากวันหนึ่งเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นกับตัวเราเอง...
เราคงเข้าใจความรู้สึกเหล่านั้นได้ดีกว่าที่เป็นในวันนี้...
 
.....................................................................................................................................
 
วันนี้...
 
ข่าวที่ควรจะถูกลบล้างไปในความทรงจำของหลายๆคนได้แล้ว(อย่างน้อยๆ)...
ยังคงปรากฏขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์อย่างสม่ำเสมอ...
คงไม่แปลกกับการพยายามลงข่าวที่เกี่ยวกับเรื่องฉาวคาวโลกีย์(ในทัศนคติแง่ลบของมนุษย์ไร้จรรยาบรรณบางคน)
ภาพบุรุษผู้นำเรื่องราวฉาวโฉ่ของหญิงสาวผู้โชคร้าย(ที่สื่อระบุด้วยคำว่า"หน้าเหมือนนักร้องสาว")ออกมาเผยแพร่ ถูกจับกุมเพื่อรับโทษตามกฏหมายบ้านเมือง...
 
เรื่องราวทุกเรื่องราว ทุกตัวอักษรในหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ลงข่าวนี้อย่างกระชั้นชิด...
ทุกวัน...
ทุกกระแส...
ทุกเรื่องราว...
คงไม่แปลกอะไรกับสื่อปัจจุบันที่หากจะบอกว่า เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนผู้รับรู้ข่าวสาร
แต่คงเป็นเรื่องตลก "สอง" เรื่องด้วยกัน ที่ในความเป้นจริงแล้ว บางทีอาจเป็นความสนุกโดยชอบ(อ)ธรรมของสิ่งที่ฝังอยู่ในตัวมนุษย์เกือบทุกผู้คนก็ได้...
หรืออาจจะเป็นด้วยคำว่า "จรรยาบรรณของสื่อ" คือ "ชอบทำลาย" ก็เป็นได้...
 
เรื่องตลกก็ยังคงเป็นเรื่องตลกของคนบางประเภท...
หากแต่เรื่องไม่ตลก คงเป็นหัวใจของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ และครอบครัวของผู้ถูกทำลายโดยสื่อ...
 
ทุกเรื่องราวในหน้าหนังสือพิมพ์ประจำวัน...
คล้ายเครื่องลงฑัณฑ์ที่คอยตอกย้ำความผิดพลาดของผู้ที่ได้กระทำเรื่องราวบางอย่างไปโดยตั้งใจ
[คงไม่ผิดอะไรมากมายหากจะบอกว่าเรื่อง "รสเพศ" เป็นกฏธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างตายตัว]
 
หากแต่มนุษย์กลับทำให้มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดและผิดหลักเกณฑ์ของสิ่งที่เรียกว่า "จริยธรรม"
แล้วนำสิ่งที่เรียกว่า "มโนธรรม" มาเป็นกฏในการทำลายและตอกย้ำความผิดพลาดของมนุษย์ด้วยกันเอง...
และสุดท้าย "จรรยาบรรณ" ยังคงเป็นสิ่งเดียวที่ไร้ค่าทางจิตใจในตัวของผู้คน...
เพียงเพราะมัน ไม่เคยทำให้สร้าง "ผลกำไร" ในเชิงธุรกิจได้เพียงสักแดงเดียว...
 
__________________________________________________
 
เรื่องนี้เราเขียนขึ้นด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาพสังคมในปัจจุบัน...
นั่งตั้งข้อสังเกตกับตัวเองว่า...
สื่อปัจจุบัน เคยนึกถึง "ความรู้สึก" ของคนที่ถูกตีข่าวบ้างไหม...
มันคงไม่น่าดีใจนักกับการรับรู้ว่า "คนที่สร้างปัญหา" ได้ถูกนำตัวมาลงโทษ...
เท่ากับความเสียใจที่รู้สึกว่า เรื่องราวเหล่านี้ เมื่อไหร่มันจะหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน...
 
อาจบางที...
การมองภาพที่เลือนลางยังสวยงามกว่า การรับรู้ถึงการตอกย้ำความทรงจำที่เลวร้ายก็เป็นได้...
30 gennaio

นิยายรักโรแมนติก?

 
สวัสดีครับ...

วันนี้มานั่งเขียนไดอารี่ด้วยด้วยอารมณ์ความรู้สึกตามหัวเรื่องที่ตั้งไว้เลยครับ...

"นิยายรักโรแมนติก" ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับว่าเป็นนิยาย...

แต่จะโรแมนติกมั๊ยนั้น ผมเองก็ไม่ทราบครับ เพราะตอนนี้ผมยังไม่มีพล็อตที่จะเขียนมันเลยครับ...

อ้าว!! ไม่มีพล็อตแล้วผมจะเขียนเนี่ยนะ...

ใช่ครับ ผมจะเขียน...

จริงๆจะว่าไปแล้วผมเองก็ไม่ค่อยได้เขียนอะไรที่มันหวานๆสักเท่าไหร่หรอกครับ เพราะผมเป็นผู้ชาย ธรรมด๊า ธรรมดา ที่ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหวานเอาเสียเลย...

แต่ที่วันนี้ผมจะเขียนเพราะมีสาเหตุครับ...

เนื่องจากมีคนท้าผมมาครับ ว่าเขียนอะไรที่มันหวานๆเป็นบ้างไหม?

ด้วยความที่ว่าเป็นคนเลือดนักเขียนแรงกล้า(โมเมกับตัวเองอย่างนั้น) ผมตอบไปทันทีโดยไม่คิดเลยครับว่า...

"โธ่!! เรื่องรักหวานๆหน่ะเหรอ กระจอก!!"

"เรื่องหวานๆ อบอุ่นๆ หน่ะเขียนได้อยู่แล้วเพียงแต่ไม่ชอบเขียนแค่นั้นเอง" ผมตอบเธอไปด้วยความทะนงในตัวเอง... [แล้วจะเขียนไงดีหว่า ตู]

"แน่หรือพี่ พี่เขียนได้เหรอ ไม่อยากเชื่อ เห็นทุกทีเขียนแต่อะไรที่มันเป็นปรัชญา" เสียงเธอออกมาตามสายด้วยอาการไม่เชื่อ

"แล้วถ้าเขียนได้หล่ะ ให้อะไร" ผมจำได้ว่าผมท้าทายเธอไปอย่างนั้น [แล้วตูจะเขียนเรื่องอะไรดีหว่า]

"ถ้าเขียนได้เหรอ....งั้นเดี๋ยวให้เดทด้วยวันนึง" เสียงเธอลอดมาตามสายเสียอย่างนั้น

"ไม่เอาหรอกเดี๋ยวเธอก็ติดใจพี่ แล้วขอเป็นแฟนขึ้นมาทำไง" [ปากพล่อยแล้วตู]

"โธ่เอ๊ย!! อย่างพี่หน่ะเหรอ ถ้าหนูหลงได้ ก็ต่อเมื่อหิมะตกเมืองไทยนั่นแหละ"

"55555 ถึงหิมะตกเมืองไทยจริง ฉันก็ไม่สนใจคนอย่างเธอหรอก" [ทำไมไม่คิดก่อนพูดฟะ]

"โธ่พี่!! ที่หนูพูดหน่ะ เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ไง เลยกล้าพูด"

"อย่างพี่หน่ะเหรอ...หนูขอเป็นโสดตลอดชาติดีกว่า"

"ฉันก็ไม่เอาเธอเหมือนกันแหละย่ะ" [ปากหนอปาก]

"แล้วตกลงจะเขียนมั๊ยเนี่ยพี่"

"เขียนดิ เดี๋ยวจะเขียนให้ดู แต่ฉันไม่เดทกับเธอหรอกนะ เดี๋ยวเรทติ้งตก 55555" [พูดอะไรแบบน้านนนนตรู]

"ตามใจพี่ดิ หนูก็ไม่ได้คิดอะไรกับพี่อยู่แล้วหล่ะ งั้นถ้าเขียนได้ก็mkมื้อนึงแลัวกัน"

"นั่งกินข้าวแล้วเห็นหน้าเธอ ฉันก็กินอะไรไม่ลงแล้ว" [มันอิ่มใจหน่ะ]

"เออ!! งั้นไว้เดี๋ยวเลี้ยงหนังแลัวกัน"

"ดูหนังกับเธอ แล้วจะดูรู้เรื่องเหรอหน่ะ" [ใจมันสั่นนะเฟ้ย]

"อะไรเนี่ย!! โน่นก็ไม่เอา นี่ก็ไม่เอาแล้วจะเอาอะไร บอกมา"

"ยังคิดไม่ออกอ่ะ" [เป็นแฟนเธอไง]

"งั้นพี่ลองไปเขียนดูก่อนแล้วกัน ถ้าเขียนออกมาแล้วดี ค่อยมาว่ากันแล้วกัน แต่ห้ามกินไรแพงๆนะ"

"อืมมม ได้เลย เดี๋ยวจะเขียนให้ดู 5555" [ยังนึกไม่ออกเลยตรู]

.
.
.

"ที่รักคะ ทำอะไรอยู่คะ?" เจ้าของเสียงที่ผมเคยโต้เถียงกันทางโทรศัพท์ ดังขึ้นที่ข้างๆหูผม พร้อมๆกับสองมือที่โน้มลงมาโอบรอบคอผมไว้...

ผมเงยหน้าขึ้นจากตัวอักษรเหล่านี้ พร้อมกับแนบใบหน้าของตนเองพิงลงที่ข้างแก้มของเธอ...

"อ่านเรื่องรักโรแมนติกอยู่หน่ะจ๊ะ"

"ตกลงแล้วเรื่องนี้ม้นโรแมนติกตรงไหนเหรอคะพี่ ฉันยังไม่เห็นว่ามันจะโรแมนติกตรงไหนเลย"

"มันก็ไม่โรแมนติกสักหรอกจ๊ะ แต่อย่างน้อย..."

"มันก็ทำให้ความรักของเรา โรแมนติกไม่ใช่เหรอ หืมมมม"

"บ้า!! พี่นี่ ไม่เอาแล้ว เดี๋ยวฉันไปดูลูกดีกว่าว่าหลับรึยัง"

ผมมองตามเงาหลังของเธอที่ค่อยๆเดินออกจากห้องไป...

ผมหันมายิ้มกับตัวเอง...แม้ว่าจนบัดนี้เธอคนนี้ก็ยังคงงดงามเสมอในความรู้สึกของผม ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าใด...

ผมอยากให้เธอรู้ไว้ว่า เธอคือเจ้าหญิงของผมคนเดียว และตลอดไป...

 

................................................................................................................................ 

 

สำหรับเรื่องที่เคยแต่งไว้เล่นๆใครจะคิดว่าวันนี้

งานเขียนชิ้นนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ "ไดอารี่ความรัก"

สำหรับกับคนที่เป็นนักเขียน อาจเป็นเพียงเรื่องปรกติธรรมดาทั่วไป...

แต่สำหรับตัวเราเองแล้ว มันคือ "จุดเริ่มต้น" ของความฝันเล็กๆ ส่วนหนึ่งของเราเอง...

เราไม่อาจรู้ว่าวันข้างหน้าจะมี "ความฝัน" เต็มรูปแบบของเราหรือไม่...

แต่เราก็เชื่อว่าตราบใดที่เรายังคงมีฝัน...

และเรายังเลือกที่จะทำฝันนั้นต่อไป...

สักวัน...

ฝันนั้นต้องมาถึงอย่างแน่นอน...

ตราบใด...ที่เรามีฝัน หัวใจดวงนั้นจะไม่มีวันตาย...

28 gennaio

บันทึกในโลกเงียบ

 
หลังจากที่เปลี่ยนที่ทางจากการเขียนบันทึก...
ในโลกไดอารี่ออนไลน์ มาสู่สมุดบันทึกส่วนตัว...
ที่เราเรียกว่าblog(อาจไม่ส่วนตัวเท่าไหร่)แต่หลายสิ่งหลายอย่างในความรู้สึกกลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง...
 
เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าการเขียนบันทึกสำหรับเรานั้นเขียนเพื่ออะไรกันแน่...
แน่นอนสำหรับใครหลายๆคนคงมีความหมายสำหรับการเขียนที่ต่างกัน
 
บางคนอาจเขียนเพื่อระบายความในใจ
บางคนอาจเขียนเพื่อบันทึกช่วงเวลาของชีวิต
บางคนอาจเขียนเพื่อใช้สื่อสารกับในโลกของมิตรภาพ
บางคนอีกเช่นกันที่ใช้เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของหัวใจให้ใครสักคนได้รับรู้...
 
แต่สำหรับตัวเราเองแล้ว เรากลับใช้สมุดบันทึกเป็นสถานที่ถ่ายทอดความคิด เรื่องราว มุมมอง ต่างๆของชีวิตที่ได้พบมา แล้วนำมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวที่ตัวเราเรียกมันว่า "ความฝัน"
 
"ความฝัน" สำหรับเราแล้วนี่คงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่เรารู้ดีว่ามันคือ "ความสุข" ในมุมหนึ่ง...
หลายครั้งด้วยกันที่เรามักนิยามตัวเองว่า "คนเขียนฝัน"
เพราะเรารู้ตัวดีว่า เรายังไม่ใช่นักเขียนที่ดีได้...
 
การเขียนหนังสือสำหรับใครๆก็เขียนได้ แต่อยู่ที่ว่าเราจะเขียนหรือถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นอย่างไร จรดปลายปากกา-นิ้ว ลงบนหน้ากระดาษ-แป้นอักษร ด้วยความรู้สึกอย่างไร...
 
บางครั้งการถ่ายทอดเรื่องราวและการเรียบเรียงถ้อยคำทางความคิด...
ไม่จำเป็นต้องสวยงาม...
ไม่ต้องให้เหมือนนิยามของใบไม้ที่ร่วงหล่น...
ไม่ต้องเหมือนสายฝนที่โปรยปราย...
ไม่ต้องให้ความหมายเหมือนในนิทาน...
 
หากแต่ขอเพียงให้เกิดจากหัวใจของเราก็เพียงพอ...
 
 
ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ได้แวะเวียนไปอ่านblog ของใครหลายๆคน
เรากลับมีความรู้สึกดีใจเล็กๆ ที่โลกเสมือนแห่งนี้ทำให้มีคนเขียนหนังสือกันเพิ่มมากขึ้น...
ไม่ว่าใครจะเขียนอย่างไรหรือบันทึกมันด้วยความรู้สึกเช่นไร แต่อย่างน้อยๆ เราก็เชื่อว่า...
สิ่งเหล่านี้จะทำให้ความคิดของพวกเขาเติบโตขึ้น และละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกมากขึ้น...
 
ตัวเราเองเคยผ่านช่วงเวลาที่สนุกกับการเขียนมาช่วงเวลาหนึ่ง
เมื่อมองย้อนกลับไปเรายังรู้สึกว่าช่วงเวลาของการแลกเปลี่ยนความคิดทางตัวอักษรกันนั้น...
เป็นช่วงเวลาที่ดีช่วงหนึ่งทีเดียว...
เราอ่านเขา เขาอ่านเรา เราตอบเขา เขาตอบเรา....
สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด "มิตรภาพในโลกเงียบขึ้น"
ทำให้ความคิดเรา "ได้อะไรมากขึ้น"
และสำหรับบางคนได้มาซึ่ง "ความรักในโลกสาธารณะแห่งนี้" ก็มี
 
แม้บางครั้งโลกเสมือนแห่งนี้อาจไม่สมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่าง...
แต่เราก็เชื่อว่าการก้าวเดินอย่างระมัดระวัง จะทำให้เราได้พบกับมิตรภาพที่สวยงามได้ไม่ยากนัก...
 
 
ขอบคุณโลกเสมือนแห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งทำให้เราได้พบกัน
ขอบคุณโลกเสมือนแห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งทำให้เราได้ผูกพัน
ขอบคุณโลกเสมือนแห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งทำให้เราได้รักกัน
....
ขอบคุณโลกเสมือนแห่งนี้ที่ทำให้โลกใบนี้สวยงามเสมอ...
 
 
 
26 gennaio

นิทานรัก 3 เวลา

เมื่อวาน - ผมอยู่ตรงนี้
วันนี้ - ผมอยู่ตรงรถไฟฟ้า
พรุ่งนี้ - ก็เหมือนเดิม

 

เมื่อวาน - ผมอยู่ตรงนี้
วันนี้ - ผมเจอเธอ
พรุ่งนี้ - ผมอยากเจอเธอ

 

เมื่อวาน - ผมเจอเธอ
วันนี้ - ผมอยากเจอเธอ
พรุ่งนี้ - ผมจะมารอเธอ

 

เมื่อวาน - ผมอยากเจอเธอ
วันนี้ - ผมได้เจอเธอ
พรุ่งนี้ - ผมจะเข้าไปคุยกับเธอ

 

เมื่อวาน - ผมได้เจอเธอ
วันนี้ - ผมไม่กล้าเข้าไปคุยกับเธอ
พรุ่งนี้ - ผมจะกล้ากว่านี้

 

เมื่อวาน - ผมไม่กล้าเข้าไปคุยกับเธอ
วันนี้ - ผมยิ้มให้เธอ...
พรุ่งนี้ - ผมจะกล้ากว่านี้

 

เมื่อวาน - ผมยิ้มให้เธอ
วันนี้ - ผมก็ยังยิ้มให้เธอ
พรุ่งนี้ - ผมจะต้องกล้าคุยกับเธอ

 

เมื่อวาน - ผมยิ้มให้เธอ
วันนี้ - เธอยิ้มให้ผม
พรุ่งนี้ - ผมคิดอะไรไม่ออก (เพราะผมยืนยิ้มอยู่คนเดียวตอนนี้)

 

เมื่อวาน - เธอยิ้มให้ผม
วันนี้ - ผมไม่เจอเธอ
พรุ่งนี้ - ผมจะมารอเธอ

 

เมื่อวาน - ผมไม่เจอเธอ
วันนี้ - ผมเจอเธอ แล้ว...ได้แต่ยิ้ม
พรุ่งนี้ - เราต้องรู้จักกัน(ผมตั้งปฏิธาน)

 

เมื่อวาน - ผมได้แต่ยิ้ม
วันนี้ - ผมทักเธอ
พรุ่งนี้ - ผมคิดอะไรไม่ออก (เพราะผมดีใจ)

 

เมื่อวาน - ผมทักเธอ
วันนี้ - เราคุยกัน
พรุ่งนี้ - ผมคิดอะไรไม่ออก(อีกแล้ว)

 

เมื่อวาน - เราคุยกัน
วันนี้ - เราก็คุยกัน
พรุ่งนี้ - ผมจะขอเบอร์เธอ

 

เมื่อวาน - เราคุยกัน
วันนี้ - ผมก็คุยกัน(แต่ไม่กล้าขอเบอร์)
พรุ่งนี้ - ผมต้องขอเบอร์เธอ

 

เมื่อวาน - ผมไม่กล้าขอเบอร์เธอ
วันนี้ - ผมขอเบอร์เธอ
พรุ่งนี้ - ผมจะโทรหาเธอ

 

เมื่อวาน - ผมได้เบอร์เธอ
วันนี้ - ผมโทรหาเธอ
พรุ่งนี้ - ผมก็จะโทรหาเธอ

 

เมื่อวาน - ผมได้คุยกับเธอ
วันนี้ - เราคุยกัน
พรุ่งนี้ - เราก็จะคุยกัน

 

เมื่อวาน - เราคุยกัน
วันนี้ - เราค่อยๆสนิทกัน
พรุ่งนี้ - เราจะสนิทกันกว่าวันนี้

.
.
.


เดือนก่อน - ผมรู้จักกับเธอ
วันนี้ - ผมสนิทกัน
พรุ่งนี้ - ผมจะขอนัดเธอ

 

เมื่อวาน - ผมคุยกับเธอ
วันนี้ - ผมขอนัดเธอ
พรุ่งนี้ - ผมคงไม่แห้วอย่างวันนี้

 

เมื่อวาน - ผมแห้ว
วันนี้ - ผมขอนัดเธอ
พรุ่งนี้ - เราจะกินข้าวกัน

 

เมื่อวาน - ผมนัดเธอ
วันนี้ - เรากินข้าวกัน
พรุ่งนี้ - ผมยังคิดอะไรไม่ออก

 

เมื่อวาน - เรากินข้าวกัน
วันนี้ - ผมไม่ว่าง...
พรุ่งนี้ - เรามีเดทกัน

 

เมื่อวาน - ผมไม่ว่าง
วันนี้ - เราเดทกัน
พรุ่งนี้ - ผมคิดอะไรไม่ออก(อีกแล้ว)

.
.
.

ปีก่อน - ผมได้รู้จักกับเธอ
ปีนี้ - ผมเป็นแฟนเธอ
ปีหน้า - ผมจะยังรักเธอ

 

ปีก่อน - ผมเป็นแฟนเธอ
ปีนี้ - ผมก็เป็นแฟนเธอ
ปีหน้า - ผมก็ยังรักเธอ

 

ปีก่อน - ผมเป็นแฟนเธอ
ปีนี้ - ผมก็เป็นแฟนเธอ
ปีหน้า - ผมจะขอเธอแต่งงาน

.
.
.

ปีก่อน - ผมเป็นแฟนเธอ
วันนี้ - ผมขอเธอแต่งงาน
พรุ่งนี้ - ผมจะได้ดูแลเธอตลอดไปแล้วครับ


ตอนนี้ - จบแต่งเพียงเท่านี้ ^^

01 agosto

โลกสามด้านของกาลเวลา

อดีตคือความทรงจำของปัจจุบัน
ปัจจุบันมีผลต่อโชคชะตาของอนาคต
อดีต ปัจจุบัน อนาคต
สิ่งเหล่านี้ดำรงคงอยู่ในรอยต่อของกาลเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
การดำรงคงอยู่ของทั้งสามสิ่งนี้คือ
ลมหายใจของกาลเวลาและทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่


อดีตกาล...

สวัสดีครับ หากคุณกำลังอ่านเรื่องราวของผมอยู่...
นั่นหมายความว่าผมคือปัจจุบันของคุณ...
หาใช่อดีตกาลของคุณไม่...
สำหรับผมแล้ว ผมคือตัวตนที่มีอยู่ในโลกแห่งความจริง...
ไม่มีอยู่ในความฝัน...
ผมเป็นเพียงรอยทางแห่งความทรงจำเท่านั้น...
ตัวตนของผมนั้นจึงจับต้องไม่ได้ เพียงสัมผัสได้ด้วยใจ...
คุณอาจจะไม่เคยเห็นผม ไม่รู้ว่าผมหน้าตาเป็นอย่างไร...
แน่นอนครับ...
เพราะผมเดินทางตามหลังคุณอยู่ตลอดเวลา...
ไม่ว่าคุณจะทำอะไร...
ทุกสิ่งที่คุณทำ ทุกสิ่งที่คุณคิด ทุกสิ่งที่คุณสัมผัส...
ผมได้เรียนรู้ไปกับคุณ เพียงแต่ผมอาจเรียนรู้ช้ากว่าคุณ...

ผมได้รู้จักกับทุกสิ่งทุกอย่าง...
ที่ผ่านมาในชีวิตคุณ...

ความรัก - ความทุกข์...
รอยยิ้ม - น้ำตา...
เวลาแห่งความสุข - เวลาแห่งความเจ็บปวด...
ความเหงา - ความคิดถึง...
ความฝัน - ความหวัง...

ทุกอณูที่ผ่านไปในห้วงแห่งชีวิตคุณ คือตัวตนของผมครับ...
หากคุณอยากรู้...
ว่าคุณจะเห็นผมได้ไหม...
คุณมองไม่เห็นผมหรอกครับ...
เพราะผมคือลมหายไจที่ผ่านไปของคุณ...
แต่ผมมีวิธีให้คุณมองเห็นผมอยู่วิธีนึงครับ...
ผมจะบอกคุณให้แล้วกัน...
แต่ขอบอกไว้ก่อนว่ามันเป็นเพียงเงาของผมนะครับ...
หาใช่ผมไม่...

คุณลองเดินไปในที่ที่มีแสงสว่างสิครับ...
ให้จุดกำเนิดของแสงสว่างนั้น อยู่ด้านหน้าคุณ...
ทุกย่างก้าวที่คุณเดินไปสู่จุดกำเนิดแสงนั้น...
จะมีผมเดินตามครับ...
แน่นอนครับ "เงา" นั้น คือผมเองครับ...
ผมเปรียบเหมือนเงาที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคุณ...
ไม่ว่าสิ่งใด...
จำไว้นะครับว่า การกระทำของคุณในปัจจุบัน
คืออดีตที่จะตามมาเสมอ...
ไม่มีวันแก้ไข และเปลี่ยนแปลงได้...

ทีนี้คุณคงจะรู้จักผมขึ้นมาบ้างแล้ว...
แต่ถ้ายังไม่ชัดเจนพอ...
เมื่อคุณอ่านเรื่องราวของผมจบลง...
เมื่อนั้นผมจะแปรเปลี่ยนจากปัจจุบัน...
เป็นอดีตกาล...
นั่นแหละคือ"ผม"ครับ...
และหากคุณย้อนกลับขึ้นไปอ่านอีกครั้ง...
ผมจะกลายเป็นปัจจุบันอีกครั้งครับ...

 

ปัจจุบัน...

โลกแห่งความเป็นจริง คือสิ่งที่อยู่ภายใต้กาลเวลา...
ทุกลมหายใจ...
ทุกการกระทำ...
ทุกวินาที...
คือตัวตนแห่งปัจจุบันที่จะส่งผลไปสู่อนาคตเสมอ...
หากอักษรเหล่านี้กำลังผ่านสายตาของคุณ นั่นหมายความว่า...
คุณกำลังเรียนรู้อยู่กับปัจจุบัน...
หาใช่อนาคต หรืออดีตกาลไม่...

ในขณะนี้ตัวฉัน..
กำลังมองดูผู้คน...
ฉันเรียนรู้...
ฉันสัมผัสกับมัน...
ทั้งการกระทำ ความคิด ความรู้สึก...
สิ่งเหล่านี้...
มันถูกหลอมรวมไว้ ภายใต้ลมหายใจของกาลเวลา...

คุณเคยมองดาวบนฟากฟ้าไหม..
รุ้ไหมทำไมดวงดาวถึงทอประกายในยามค่ำคืน...
สำหรับฉันแล้ว ฉันรู้เพียงว่า...
มันคือสิ่งที่มั่นคง ไม่เหมือนกับฉัน...
ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ...
ดาวบนฟ้า อยู่อย่างไรมันก็คงอยู่อย่างนั้น...
ไม่เปลี่ยนแปลง..
ทั้งอดีต..
ปัจจุบัน...
และอนาคต...

ซึ่งต่างกันกับฉันอย่างมากมายนัก...
ฉันเป็นเพียงสิ่งหนึ่ง...
ที่ถูกเชื่อมต่อไว้ด้วยลมหายใจและรอยต่อของกาลเวลา...
เมื่ออนาคตมาเยือน ฉันจะกลายเป็นอดีต...
เมื่ออดีตผ่านไป อนาคตก็เข้ามาแทนที่เสมอ...
เรื่องราวมากมาย...
หลายล้านความรู้สึก...
ในช่วงเวลานี้...
ของผู้คนมากมาย...
มักผ่านไปในโลกแห่งความเป็นจริง...
และจะถูกฝังไว้ในโลกแห่งอดีตกาล...

หากคุณผ่านสายตามาถึงข้อความนี้...
นั่นหมายความว่า สิ่งที่คุณได้สัมผัสกับข้อความของฉันที่ผ่านมานั้น...
มันถูกเวลากลืนหายไปกับอดีตกาลแล้ว...
เห็นไหม ว่าเวลาไม่เคยรอให้ฉันได้หยุดกับที่จริงๆ...

 

 

อนาคต...

หากคุณคลุมแถบสีเพื่ออ่านข้อความเหล่านี้...
นั่นแปลว่าสิ่งที่คุณเห็นและอ่านอยู่นี้..
คือปัจจุบัน ที่ไม่ใช่อนาคต...
คุณรู้ไหมว่า ตัวตนของอนาคตอยู่ตรงไหน...
อนาคต คือการกระทำ ความคิด และโชคชะตา...
ก่อนหน้าที่คุณจะอ่านข้อความเหล่านี้...
คุณย่อมมีวิธีที่จะอ่านมัน...
ในความคิดของคุณ...
คุณรู้ว่าคุณต้องคลุมแถบสีเหล่านี้...
คุณถึงจะอ่านมันได้...
นั่นแหละคือรอยต่อระหว่างผมกับคุณ...
และเมื่อคุณทำเพื่อที่จะอ่านข้อความนี้นั้น...
ผมก็ได้หายไปจากโลกแห่งอนาคตแล้ว...
เหลือไว้เพียงซึ่งความจริง แห่งการกระทำของคุณ...
ที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น...

ตัวตนของผม...
ดั่งที่บอกไปแล้ว คือโชคชะตา ความคิด และการกระทำ...
จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้...
หากคุณไม่คิด...
คุณก็ย่อมไม่กระทำ...
และหากคุณไม่กระทำ...
โชคชะตาคงไม่พาคุณไปสู่ความฝันที่วางไว้แน่นอน...

ใครหลายคน มองว่าผมคือความฝัน...
ที่อยู่ในอนาคต...
ไร้ซึ่งคำตอบ...
มีเพียงเวลา ที่เป็นตัวควบคุม โชคชะตาและการกระทำของคุณเท่านั้น...
ที่จะพาคุณไปถึงปลายทางที่วางเอาไว้ได้...

อนาคตอย่างผม...
ไม่มีคำตอบให้คุณ...
มีแต่ให้คุณค้นหาอยู่ในโลกแห่งปัจจุบันเท่านั้น...
หากคุณต้องการคำตอบของอนคต...
อย่าพยายามที่จะเข้าใจหรือค้นหาผมเลย...
เพราะคุณไม่มีวันตามผมเจอหรอก...
โลกของคุณคือปัจจุบันเท่านั้น...
เรียนรู้และใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด...
เมื่อนั้นความฝันที่คุณฝากไว้กับผม...
มันจะไปหาคุณเองครับ...